ได้อะไร?....จากการสัมนาลู่ทางการตลาดผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมไทย

          จากการสัมมนา เรื่องลู่ทางการตลาดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทย ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ด้วยผู้ร่วมอภิปรายจากภาครัฐและเอกชน หลายท่านได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการส่งออก ได้พูดถึงภาวะการส่งออกผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทย ในแต่ละปีสามารถส่งออกได้มูลค่ามากกว่าพันล้านบาท ในปี 2543 มีมูลค่าการส่งออก   ถึง 1473.13 ล้านบาท   เพราะผู้บริโภคในตลาดส่งออกที่สำคัญ  คือ  สหรัฐอเมริกา   สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น นิยมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมมากขึ้น และไหมไทยยังเป็นที่นิยมของตลาด ทั้งผ้าไหมทอด้วยเครื่องจักร และผ้าไหมทอด้วยมือ ซึ่งเนื้อผ้าค่อนข้างหนา แต่มีความละเอียดอ่อนสวยงาม ประณีต โดยเฉพาะผ้าไหมไทยที่ใช้เส้นพุ่งที่สาวด้วยมือ จะมีลักษณะเป็นปุ่มปม มีความแวววาวในตัวเอง มีลวดลายและสีสันสวยงามเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทยที่แตกต่างจากผ้าไหมของประเทศอื่น ประเทศไทยจึงสามารถครองตลาดต่างประเทศ สำหรับผ้าประเภทนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ส่งออกได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าเช็ดหน้า ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมผม และเนคไท เป็นต้น

            ประเทศญี่ปุ่น เป็นตลาดที่นิยมใช้และนำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมรายใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลก และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทย มีมูลค่าส่งออกผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของไทยไปญี่ปุ่น ในปี 2543 ถึง 486.7 ล้านบาท ชาวญี่ปุ่นจะนิยมผ้าไหมที่มีเนื้อนุ่ม ถ้าเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปต้องเป็นแบบเรียบง่าย สามารถใช้ได้ในทุกโอกาส  และราคาไม่สูงจนเกินไป

            สหรัฐอเมริกา  เป็นตลาดที่นำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมจากประเทศไทยเป็นอันดับสอง รองจากญี่ปุ่น ในปี 2543  มีมูลค่าส่งออกไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของไทยไปอเมริกาถึง 453.53 ล้านบาท  สินค้าที่ส่งจะเป็นผ้าไหมและเสื้อผ้าสำเร็จรูป

            สหภาพยุโรป เป็นตลาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่นิยมใช้ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมจากไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจาก ญี่ปุ่น และอเมริกา ซึ่งประกอบด้วยตลาดสำคัญได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมันนี สเปน และเนเธอร์แลนด์ โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหภาพยุโรปในปี 2543 เป็นเงิน  236.98 ล้านบาท

          นอกจากตลาดส่งออกที่สำคัญดังกล่าวยังมีตลาดอื่น ๆ อีก เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง จีน และไต้หวัน  ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเพียงพอ  ฐานะทางเศรษฐกิจดี  และถือว่าเป็นลูกค้าประจำที่ประเทศไทยมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง  และคาดว่าการส่งออกไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไปยังตลาดดังกล่าว  จะได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            คุณนิธิมา ศิริโภคากิจ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ให้ข้อมูลในภาพรวมของการส่งออก ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีกำลังใจว่า ถึงอย่างไรอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยต้องไปรอดแน่ และแถมยังมีโอกาสบูมอีกด้วย ผู้บรรยายได้ให้ข้อมูลสถานการณ์การค้า วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ในปี 2548 เมื่อไทยเปิดตลาดการค้าเสรี ซึ่งจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงไทยจะต้อง

¨     มุ่งเน้นการผลิตในสินค้าที่มีความได้เปรียบ

¨     เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

¨     พัฒนาการตลาดในเชิงรุก

¨     สร้างความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม

¨     ขยายการค้าในเขตเอเซียและในประเทศ

¨     เตรียมพร้อมในเรื่องมาตรฐานสากล สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการในโรงงาน

¨     ผลิตสิ่งทอให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

กลยุทธ์ทั้ง 7 ข้อ คงต้องเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร จะต้องร่วมมือ ร่วมใจกัน เพราะทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากัน หลายท่านคงคิดเหมือนกันว่ามันคงไม่ใช่เรื่องหมู ๆ ที่เราจะทำได้ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังเหมือนกับคนไข้หนาว ๆ ร้อนๆ อยู่อย่างนี้ ตามที่ คุณวิชัย วิริยาคุณาภรณ์ ผู้นำเข้าเส้นไหมรายใหญ่ของประเทศ (บริษัทไทยเรืองทองจำกัด) ซึ่งเป็นผู้ร่วมอภิปรายท่านหนึ่งที่ได้นำระบบการประกอบธุรกิจการส่งออกและนำเข้าเส้นไหมมาบรรยายให้พวกเราฟัง และเท่าที่ดิฉันพอจะจับประเด็นได้ก็คือ การที่รัฐบาลได้พยายามช่วยเหลือโรงสาวไหมมานานกว่า 30 ปี ก็กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ผู้นำเข้าเส้นไหมได้สั่งเส้นไหมจากจีน ในปี 2538 จำนวน 476 ตัน แต่ในปี 2541 สั่งเข้ามาเพียง 133 ตัน เท่านั้น เหตุผลที่สั่งน้อยไม่ใช่ว่าตลาดผ้าไหมขายไม่ดี หรือเส้นไหมภายในประเทศผลิตมากขึ้น หรือผู้ผลิตเลิกอาชีพการทอผ้า เหตุผลทั้ง 3 ข้อ ไม่ใช่ทั้งสิ้น เหตุผลที่สำคัญคือ

-          เส้นไหมหนีภาษี เข้ามาแทนที่ (ซึ่งความต้องการใช้เส้นไหมภายในประเทศยังมีความต้องการเพิ่ม 800 – 900 ตัน /ปี)

-          ผู้นำเข้าเส้นไหมถูกต้องตามกฎหมายไม่กล้าปล่อยบัญชีลูกค้า

จากเหตุผลที่ท่านแจงให้พวกเราฟัง จึงทำให้ดิฉันต้องกลับไปคิดทบทวน ถึงปัญหาไหมลักลอบจากเวียดนามที่เข้ามาแย่งตลาดกับเส้นไหมไทย และรัฐบาลก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาไหมลักลอบให้หมดไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมศุลกากรที่เคยพูดปัญหาไหมลักลอบตามชายแดนให้ฟังในการสัมนาทิศทางการพัฒนาหม่อนไหม ณ โรงแรมโฆษิตฮิลล์ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 28 – 30 เมษายน 2542 ว่าเป็นเรื่องยากมากเพราะการลักลอบจะทำในลักษณะกองทัพมด กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ปราบปรามไหมลักลอบมีไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่ผู้นำเข้าเส้นไหมเสนอ คือ โรงสาวไหมจะต้องช่วยตัวเอง  ต้องลดต้นทุนการผลิต และลดราคาในการจำหน่ายลง เพื่อแข่งขันด้านราคากับเส้นไหมที่หนีภาษีได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ทอผ้าหันมาซื้อเส้นไหมภายในประเทศ ก็จะทำให้อยู่ได้ทั้งสองฝ่าย

            ลู่ทางการตลาดผ้าไหมในปัจจุบัน พบว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่ากลัวประเทศหนึ่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มี การใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันกับไทย มีการย้อมและทอด้วยมือแบบเดียวกัน ลักษณะคล้ายไหมไทย อินเดียผลิตผ้าไหมใช้ภายในประเทศ 85 % ส่งออก  15% มีความต้องการใช้เส้นไหมประมาณ 14,000 ตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้เพียง 9,000 ตัน นำเข้าประมาณ 5,000 ตัน เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมาส่งออกมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี ยอดส่งออกขณะนี้มากกว่า 10,000 ล้านบาท และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก มีความคล่องตัวในการนำเข้าเส้นไหมมาเพื่อใช้ในการผลิต มีนโยบายการค้าเสรี ผู้นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า และได้รับเงินอุดหนุนการส่งออก มีกำลังการผลิตสูง และราคาถูกกว่าผ้าไหมไทยประมาณ 30 – 40%

            คุณกำพล วงศ์ตรีเนตรกุล ผู้ประกอบการส่งออก ได้ให้มุมมองในการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมไทย หลักๆ ไว้ 5 ข้อ คือ

            1. ประเทศไทยมีวัตถุดิบคุณภาพดีพอใช้ในระดับหนึ่ง แต่ราคายังสูงเกินไป การบังคับซื้อโดยระบบสัดส่วนต้องยกเลิก หรือหากจำเป็นต้องคงไว้จะต้องเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด ต้องให้โอกาสเกษตรกรซึ่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวเส้นเข้ามาขายในระบบสัดส่วนด้วย ส่วนภาษีนำเข้า หากรัฐต้องเก็บภาษีเส้นไหมขอให้เก็บน้อยที่สุด เพื่อให้ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้

            2. พัฒนาด้านบุคลากร โดยเน้นที่ผ้าไหมทอมือ ซึ่งจะเป็นมรดกสืบทอดต่อไปอีกยาวนาน รัฐควรที่จะบรรจุหลักสูตรการผลิตผ้าไหมในโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย

            3.  พัฒนาด้านบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดการสูญเสียทั้งระบบ

            4. พัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้วิชาการสมัยใหม่ เพื่อปรับปรุงคุณภาพพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม การสาวไหม การตีเกลียว และการทอผ้า

            5. พัฒนารูปแบบสินค้าและการตลาด โดยเน้นที่แฟชั่น และผลิตสินค้าให้เหมาะกับรสนิยม ของลูกค้า มีการโปรโมทสินค้าผ้าไหมอย่างต่อเนื่อง

            เหตุที่ประเทศไทยเสียเปรียบอินเดียในตลาดขายผ้าไหมในยุโรปเพราะด้านการตลาด และราคาสินค้าแพงกว่า นอกจากนั้นอินเดียยังมีการผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาระบบการผลิตผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของประเทศ  เป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรภาครัฐและเอกชนจะต้องเร่งพัฒนาหารูปแบบ เพื่อผลักดันให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมไหมไทยในการแข่งขันกับตลาดโลก นายกสมาคมไหมไทย คุณมนทิกาน หล่อวิจิตร ได้กล่าวถึงการหาแนวทางการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมว่าควรมุ่งเน้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตไหมทั้งระบบ โดยให้มี

-          การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแผนใหม่ในการผลิตไหม

-          การเพิ่มผลผลิตหม่อนต่อหน่วยพื้นที่

-          ปรับปรุงผลผลิตและคุณภาพเส้นไหม

-          เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเอกชนโดยเฉพาะโรงสาวไหม

 

ข้อมูลทั้งหมดที่ดิฉันได้สรุปจากการสัมนาลู่ทางการตลาดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทยในครั้งนี้ หลายท่านคงได้เห็นมุมมองของปัญหาในการผลิตไหมของประเทศซึ่งมีความหลากหลาย และเป็นปัญหาที่มีความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัว จะต้องหันหน้าเข้าหากัน

ดังนั้น อยากจะนำบทความของท่าน อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งได้ปาฐกถาพิเศษ ในการสัมมนาเรื่อง  ความพอดีของวิถีพัฒนาไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์  เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2544    ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ตอนหนึ่งที่ว่า ความผาสุกและสันติในสังคมจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากวิถีการพัฒนาที่มีความพอดี มีความเอื้ออาทรและการเคารพซึ่งกันและกัน ทิศทางของการพัฒนาไทยในอนาคต จะต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการพัฒนาประเทศให้มุ่งไปสู่ความมั่นคงมากกว่า ความมั่งคั่ง ผู้คนจำนวนมาก ดำเนินวิถีชีวิตของตนจนเกินความพอดี ขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ แข่งขันไขว่คว้าเพื่อบริโภคและครอบครองทรัพย์ จนเกินความจำเป็น หาได้มีความพอเพียงในชีวิต หลายต่อหลายคนได้ทุ่มเทต่อการทำงาน เพียงเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ชีวิตกลับขาดความมั่นคง  เป็นบทความที่ดิฉันชอบมาก และอยากเห็นทุก ๆ คนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับหม่อนไหม ซึ่งเป็นอาชีพที่เป็นวิถีชีวิตสำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทยในชนบทโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นวิถีการพัฒนาที่มีความพอดีอาชีพหนึ่ง ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงในชีวิต โดยขอให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นที่ความพอดี ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมชนบท.