ปรับยุทธศาสตร์ปลุกลงทุน-ส่งออก "สนั่น-ทศ"ชงควบรวม 2 ทีมประชารัฐ

Keyword:     news  การลงทุน  การส่งออก  ข่าวรายวัน  อุตสาหกรรม  เศรษฐกิจ 

ปรับยุทธศาสตร์ปลุกลงทุน-ส่งออก "สนั่น-ทศ"ชงควบรวม 2 ทีมประชารัฐ

1.png

"สนั่น ศรีไทย" ผนึก "ทศ เซ็นทรัล" ชงแผนควบรวมประชารัฐ D4 เข้ากับ D7 เหตุภารกิจคล้ายกันด้านการค้า-ลงทุน หวังขยายไปถึงเรื่องบริการ กระทุ้งรัฐบาลฟื้น "ทีมไทยแลนด์พลัส" ให้เอกชนที่ไปลงทุนต่างประเทศ หนุนรัฐอาศัยเวที One Belt One Road ดึงนักลงทุนจีนเข้า EEC

 

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้ากลุ่มประชารัฐ การส่งเสริมการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ (D4) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ทางกลุ่ม D4 ได้ประชุมร่วมกับนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในฐานะหัวหน้าทีมประชารัฐ ด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ (D7) เพื่อหารือถึงแผนการควบรวมประชารัฐระหว่าง กลุ่ม D4 กับ D7 โดยจะขยายภารกิจที่ดูแลจากการส่งเสริมการค้า การส่งออกและการลงทุนออกไปสู่ธุรกิจบริการ โดยมุ่งเน้นธุรกิจบริการโฟกัสไปที่ 7 กลุ่มบริการเป้าหมาย ได้แก่ สุขภาพและบริการสาธารณสุข, โรงพยาบาล, ก่อสร้าง, ธุรกิจสร้างสรรค์, ธุรกิจสนับสนุนการค้า, การศึกษา และโลจิสติกส์

 

"ทั้งสองกลุ่มเราจะมาบวกเข้าด้วยกัน ทั้งการค้า การลงทุน และ บริการ มีประธาน 3 คนคือ ท่านอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณทศ และผม ส่วนท่านอภิศักดิ์จะไม่ได้ดู สาเหตุที่นำมารวมกันเพราะทั้งสองกลุ่มมีภารกิจคล้าย ๆ กัน เช่น D7 ดูแลด้านการค้าภายในประเทศ ขณะที่ D4 ดูเรื่องการค้าส่งออกและการลงทุน outward international โดยจะมาทำเรื่องบริการร่วมกัน ซึ่งขณะนี้แต่ละฝ่ายจะต้องไปจัดทำโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมธุรกิจบริการก่อนที่จะมาประชุมสรุปอีกครั้งในวันที่ 5 มิถุนายนนี้" นายสนั่นกล่าว

 

ฟื้นทีมไทยแลนด์

 

นอกจากนี้ยังได้หารือถึงแผนการจัดตั้ง "ทีมไทยแลนด์พลัส" โดยจะดึงภาคเอกชนที่ไปลงทุนในประเทศนั้น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากเดิมที่จะมีเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เพราะภาคเอกชนสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพื่อส่งไม้ต่อให้ภาครัฐนำไปสู่การเจรจาแบบรัฐบาลกับรัฐบาล (G to G) ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนประสบปัญหาแต่ไม่สามารถแก้ไขได้เองเพราะ "เราไม่มีอำนาจในการเจรจาต่อรอง ผมเคยริเริ่มตั้งทีมไทยแลนด์พลัสในประเทศเวียดนามไปแล้ว ปรากฏสามารถแก้ไขปัญหาด้านการค้า-การลงทุนได้อย่างรวดเร็วมาก จึงควรสานต่อในประเทศอื่น ๆ ด้วย" นายสนั่นกล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการประชารัฐ D7 ประกอบไปด้วย 1) ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งก็ไขว้อยู่กับเรื่องการค้าชายแดนที่ทางกลุ่มประชารัฐ D4 ดูแลอยู่ 2) เรื่องการท่องเที่ยวจะร่วมกับการท่องเที่ยวเนรมิตอยุธยาด้วยงบฯ 10,000 ล้านบาท บูรณะให้เป็นเมืองท่องเที่ยว และ 3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาคดึงสินค้าโอท็อปเข้าไปจำหน่ายในเซ็นทรัล โดยเมื่อปี 2559 ทำไปแล้ว 16 จังหวัด ปีนี้มีจะจัดตั้ง จ.เพชรบูรณ์ ให้เป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์

 

ส่วนโครงการประชารัฐ D4 ดูแลภาคการส่งออก โดยใช้แนวทางปลดล็อก ส่งเสริม พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันส่งออก ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งเอกชนเป็นที่ปรึกษาภูมิภาค (Regional Advisor) ใน 7 ภูมิภาคทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ในภูมิภาค มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับตลาด "CLMV" เชื่อมโยงกับการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนด้วย มุ่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การส่งเสริมการลงทุน Outward investment ตลอดจนจัดทำ Khowledge Tank รวบรวมข้อมูลเชิงลึกกฎระเบียบของประเทศต่าง ๆ มาจัดทำบทวิเคราะห์ คาดว่า จะทยอยออกประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

 

ส่งออกปี′60 โต 3.5%

 

ส่วนทิศทางการส่งออกปี 2560 นั้น นายสนั่นคาดว่า จะขยายตัว 3.5% โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกสินค้า กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 8% เช่น ข้าวขยายตัว 2%, ยางพารา 8%, มันสำปะหลัง 3%, อาหาร 8% และน้ำตาล 20% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัว 3% เช่น อิเล็กทรอนิกส์ 3%, ยานยนต์ 3%, เครื่องใช้ไฟฟ้า 5%, เม็ดพลาสติก 8%, น้ำมันสำเร็จรูป 3%, ก่อสร้าง 2%, ผลิตภัณฑ์ยาง 10% จะมีที่น่าห่วงเพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีแนวโน้มส่งออกติดลบ 4% จากปัญหาราคาทองคำที่ผันผวน

 

"ตัวเลขชุดนี้คาดการณ์บนพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญ สหรัฐ สหภาพยุโรป และจีน แต่ยังไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบจากการใช้มาตรการตามนโยบายคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการใช้มาตรการหรือไม่ อย่างไร สหรัฐยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่ไทยจะประมาทไม่ได้ ต้องเตรียมข้อมูลไว้ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสายตรงถึงนายกรัฐมนตรีไทยก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน" นายสนั่นกล่าว

 

ส่วนความพร้อมในการชี้แจงตามคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐเรื่องการตรวจสอบหาสาเหตุประเทศที่ทำให้ขาดดุลการค้านั้น "ไม่น่าห่วง" ทางกลุ่ม D4 ได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์เตรียมข้อมูลไว้แล้ว หากพิจารณาตัวเลขขาดดุลการค้า 40% ของการส่งออกไปสหรัฐจะมาจากนักลงทุนสหรัฐ และไทยทำให้สหรัฐขาดดุลแค่ 18,000 กว่าล้านเหรียญ อยู่ในอันดับ 11 จาก 16 ประเทศที่ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้าเมื่อเทียบกับจีนซึ่งอยู่ที่อันดับ 1 ทำให้สหรัฐขาดดุลถึง 300,000 ล้านเหรียญแล้วถือว่า "น้อยมาก"

 

อย่างไรก็ตาม นายสนั่นยอมรับว่า จะมีบางสินค้าที่สหรัฐอาจจะใช้ มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หรือ Safeguard กับสินค้าจากประเทศจีน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบสินค้าส่งออกของไทยด้วยเพราะตามหลักการใช้ Safeguard จะต้องบังคับใช้กับทุกประเทศ แต่การส่งออกสินค้า "กลุ่มโซลาร์เซลล์" ของไทยไปสหรัฐมีไม่มากนัก หากเทียบกับจีนผลิตส่งออกจำนวนมาก แต่หากถูกใช้มาตรการ Safeguard ไทยจะไม่เสียหายมากนัก

 

One Belt One Road เชื่อม EEC

 

นายสนั่นได้เสนอรัฐบาลว่า ด้านการลงทุนควรอาศัยเวทีการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนผ่านเส้นทางสายไหม หรือ One Belt One Road เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา โดยชูจุดขายในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพราะหากดึงเขาเข้ามาลงทุนได้จริง จะดึงการลงทุนมาเป็นเม็ดเงินเข้าประเทศได้มหาศาล หากกระตุ้นการลงทุน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำเร็จ ก็มีโอกาสจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมของในประเทศดีขึ้นกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% ทั้งยังเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศในภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรยังไม่ฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่นักลงทุนยังไม่กล้าลงทุนเพราะห่วงว่าจะมีการดำเนินการต่อเนื่องหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาความไม่มั่นใจ โดยการเริ่มดำเนินการโครงการที่พร้อมก่อน เช่น 5 โครงการนำร่อง นอกจากนี้รัฐบาลควรสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์ภาคเอกชนขนาดกลาง (M) ที่มีความพร้อมออกไปลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจุบันนักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่มักจะกระจุกอยู่ที่บริษัทใหญ่ ๆ ดังนั้นรัฐบาลต้องให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมเอกชนไซซ์ M เช่น โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ให้นักลงทุนรายใหญ่เป็นพี่เลี้ยงรายใหม่ เตรียมพร้อมด้านบุคลากร เงินลงทุน

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

Share this Post:
View article: 109